วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2551

การปฐมพยาบาล



การปฐมพยาบาล หมายถึง การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ณ สถานที่เกิดเหตุ โดยใช้อุปกรณ์เท่าที่จะหาได้ในขณะนั้น ก่อนที่ผู้บาดเจ็บจะได้รับการดูแลรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ หรือส่งต่อไปยังโรงพยาบาล

> ขอบเขตและหน้าที่ของผู้ปฐ
มพยาบาล

ผู้ปฐมพยาบาลมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยฉุกเฉินเท่านั้น จะหมดหน้าที่เมื่อผู้บาดเจ็บปลอดภัยหรือได้รับการรักษาจากแพทย์หรือสถานพยาบาลแล้ว ขอบเขตหน้าที่ของผู้ปฐมพยาบาลมี 2 ประการใหญ่ ๆ คือ
1. วิเคราะห์สาเหตุและความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้
น เพื่อเป็นแนวทางในการช่วยเหลือได้ถูกต้อง มีขั้นตอนดังนี้
1.1 ซักประวัติ
ของอุบัติเหตุ จากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือผู้บาดเจ็บที่รู้สึกตัวดี
1.2 ซักถามอา
การผิดปกติหลังได้รับอุบัติเหตุ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดมากที่บริเวณใด ฯลฯ
1.3 ตรวจร่างกายผู้บาดเจ็บทุกครั้งก่อนให้การปฐมพยาบาล โดยตรวจตั้งแต่ศีรษะจร
ดปลายเท้า เพื่อค้นหาสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น อาการบวม บาดแผล กระดูกหัก เป็นต้น
2. ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยช่วยเป็นลำดับขั้นดังนี้

2.1 ถ้าผู้บาดเจ็บอยู่ในบริเวณที่มีอันตรายต้องเคลื่อนย้ายออกมาก่อน เช่น ตึกพังถล่ม
ลงมา ไฟไหม้ในโรงภาพยนต์ เป็นต้น
2.2 ช่วยชีวิต โดยจะตรวจดูลักษณะการหายใจว่ามีการอุดตันของทางเดินหายใจหรือไม่
หัวใจหยุดเต้นหรือไม่ ถ้ามีก็ให้รีบช่วยกู้ชีวิตซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป
2.3 ช่วยมิให้เกิดอันตรายมากขึ้น ถ้ามีกระดูกหักต้อง
เข้าเฝือกก่อน เพื่อมิให้มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อมากขึ้น ถ้ามีบาดแผลต้องคลุมด้วยผ้าสะอาด เพื่อมิให้ฝุ่นละอองเข้าไปทำให้ติดเชื้อ ในรายที่สงสัยว่ามีการหักของกระดูกสันหลัง ต้องให้อยู่นิ่งที่สุด และถ้าจะต้องเคลื่อนย้ายจะต้องให้แนวกระดูกสันหลังตรง โดยนอนราบบนพื้นไม้แข็ง มีหมอนหรือผ้าประคองศีรษะมิให้เคลื่อนไหว ให้คำปลอบโยนผู้บาดเจ็บ ให้กำลังใจ อยู่กับผู้บาดเจ็บตลอดเวลา พลิกตัว หรือ จับต้องด้วยความอ่อนโยนและระมัดระวัง ไม่ละทิ้งผู้บาดเจ็บอาจต้องหาผู้อื่นมาอยู่ด้วยถ้าจำเป็น

> หลักทั่วไปใ
นการปฐมพยาบาล

1.เมื่อพบผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ต้องรีบช่วยเหลือทันที ยกเว้นในกรณีที่มีอุปสรรคต่อการช่วยเหลือ เช่น มีแก็สพิษ มีวัสดุกีดขวาง เป็นต้น ให้ย้ายผู้ป่วยออกมาในที่ปลอดภัยเสียก่อนจึงดำเนินการช่วยเหลือ
2.ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในกรณีที่จะมีอันตรายต่อชีวิตโดยรีบด่วนก่อน
3.อย่าให้มีคนมุง ทั้งนี้เพื่อให้มี
อากาศปลอดโปร่ง มีแสงสว่างเพียงพอ และมีบริเวณกว้างขวางเพียงพอ อีกทั้งสะดวกในการให้การปฐมพยาบาลด้วย
4.จัดให้ผู้บาดเจ็บ
อยู่ในท่าที่เหมาะสมในการปฐมพยาบาล และไม่เพิ่มอันตรายแก่ผู้บาดเจ็บด้วย ควรจัดให้อยู่ในท่านอนหงายและทางเดินหายใจโล่ง พร้อมทั้งสังเกตอาการต่างๆ ของผู้บาดเจ็บ และวางแผนการให้การช่วยเหลืออย่างมีสติ ไม่ตื่นเต้นตกใจ สังเกตสิ่งแวดล้อมว่ามีสิ่งของอันตรายอยู่ใกล้เคียงหรือไม่ ลักษณะของผู้บาดเจ็บนั้นบ่งบอกว่าเป็นการฆ่าตัวตาย (suicide) หรือ ถูกทำร้าย (homocide) หรือ เป็นอุบัติเหตุที่แท้จริง
5.บันทึกราย
ละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ อาการ ลักษณะของผู้บาดเจ็บเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลที่ได้ทำลงไป พร้อมทั้งนำติดตัวไปกับผู้บาดเจ็บเสมอเพื่อประโยชน์ในการรักษาต่อไป
6.อย่าทำการรักษาด้วยตนเอง ให้เพียงการปฐมพยาบาลที่จำเป็นอย่างถูกต้อง แล้วนำผู้บาดเ
จ็บส่งโรงพยาบาลทันที

> การเรียงลำดับความสำคัญเพื่อให้การปฐมพยาบาล



ผู้ปฐมพยาบาลจะต้องลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตามความรุนแรง ซึ่งอาจแบ่งได้หลายแบบ ได้ดังนี้
แบบที่ 1 ลำดับแรก จะต้องให้การปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บกรณีที่ทางเดินลมหายใจอุดตั
น (obstructed airway) โดยมีอาการหายใจลำบาก หรือ หยุดหายใจ และ มักจะมีการหยุดเต้นของหัวใจตามมา ขั้นต่อไปคือ การเสียเลือดอย่างรุนแรง ศีรษะได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง แผลทะลุที่ช่องอกและท้อง ได้รับสารพิษ หัวใจวาย และช็อคขั้นรุนแรง
ลำดับที่สอง ให้การปฐมพยาบาลแผลไหม้ทุกชนิด ก
ระดูกหัก และการบาดเจ็บของกระดูกสันหลัง
ลำดับที่สาม ให้การปฐมพยาบาลการบาดเจ็บเล็กๆ
น้อยๆ เช่น กระดูกนิ้วหักมีเลือดซึมอย่างไรก็ตามการเรียงความสำคัญก็ต้องขึ้นกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้นด้วย
แบบที่ 2

ภาพที่ 1 ลำดับความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือ

ขอขอบคุณ บทความจากwww.nurse.nu.ac.th

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ตาราง(ทดลอง)










ลำดับ เรื่อง

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์



ไดโอดเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของวงจรอิเลคทรอนิคส์ทั่วไปในสมัยก่อนไดโอดมักจะเป็นแบบหลอดสูญญากาศ ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็วทำให้สิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ ซึ่งทำด้วยสารกึ่งตัวนำได้เข้ามาแทนที่หลอดสูญญากาศ ไดโอดที่ทำมาจากสารกึ่งตัวนำมีสองขั้วและมีขนาดเล็กใช้งานได้ง่าย
ชนิดของไดโอด





ไดโอดที่ทำจากสารกึ่งตัวนำแบ่งได้ตามชนิดของเนื้อสารที่ใช้ เช่น เป็นชนิดเยอรมันเนียม หรือเป็นชนิดซิลิกอน นอกจากนี้ไดโอดยังแบ่งตามลักษณะตามกรรมวิธีที่ผลิตคือ
1. ไดโอดชนิดจุดสัมผัส (Point-contact diode) ไดโอดชนิดนี้เกิดจากการนำสารเยอรมันเนียมชนิด N มาแล้วอัดสายเล็ก ๆ ซึ่งเป็นลวดพลาตินั่ม (Platinum) เส้นหนึ่งเข้าไปเรียกว่า หนวดแมว จากนั้นจึงให้กระแสค่าสูง ๆ ไหลผ่านรอยต่อระหว่างสายและผลึก จะทำให้เกิดสารชนิด P ขึ้นรอบ ๆ รอยสัมผัสในผลึกเยอรมันเนียมดังรูป



ไดโอดชนิดจุดสัมผัส




2. ไดโอดชนิดหัวต่อ P-N (P-N junction diode) เป็นไดโอดที่สร้างขึ้นจากการนำสารกึ่งตัวนำชนิด N มาแล้วแพร่อนุภาคอะตอมของสารบางชนิดเข้าไปในเนื้อสาร P ขึ้นบางส่วน แล้วจึงต่อขั้วออกใช้งาน ไดโอดชนิดนี้มีบทบาทในวงจรอิเลคทรอนิคส์ และมีที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย




ไดโอดชนิดหัวต่อ P-N




ลักษณะสมบัติของไดโอด



ไดโอดที่ใช้ในวงจรมีสัญญลักษณ์ เป็นรูปลูกศรมีขีดขวางไว้ดังรูป


ตัวลูกศรเป็นสัญญลักษณ์แทนสารกึ่งตัวนำชนิด P ซึ่งเป็นขั้วอาโนด (ขั้วบวก) ของไดโอด ลูกศรจะชี้ในทิศทางที่โฮลเคลื่อนที่ ส่วนขีดคั่นเป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N ซึ่งเป็นขั้วคาโถด (ขั้วลบ) ดังนั้นเราจะสามารถพิจารณาว่า ไดโอดถูกไบแอสตรงหรือไบแอสกลับได้ง่าย ๆ โดยพิจารณาดูว่าถ้าขั้วอาโนดมีศักดาไฟฟ้าเป็นบวกมากกว่าราคาโถดแล้ว ไดโอดจะถูกไบแอสตรง ถ้าขั้วอาโนดมีศักดาไฟฟ้าเป็นบวกน้อยกว่า คาโถดก็แสดงว่าไดโอดถูกไบแอสกลับ

ไบแอสตรง
ไบแอสกลับ
1. มีกระแสไหลผ่านไดโอด


2. ถือว่าไดโอดมีความต้านทานน้อยมาก
1. มีกระแสไหลผ่านไดโอด
2. ถือว่าไดโอดมีความต้านทานสูงมาก
3. โดยทั่วไปถือว่าไดโอดลัดวงจร
3. โดยทั่วไปถือว่าไดโอดเปิดวงจร
เปรียบเทียบลักษณะสมบัติของไดโอดเมื่อไบแอสตรงและไบแอสกลับ
ลักษณะสมบัติระหว่างแรงดันและกระแสของไดโอด
ผลของอุณหภูมิที่มีต่อไดโอด
ความต้านทานในตัวไดโอด
ซีเนอร์ไดโอด
ทันเนลไดโอด
ผลของทันเนล
ไดโอดเปล่งแสง
โฟโต้ไดโอด



ชนิดของสายนำ

ในระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุนั้น สายนำสัญญาณ (transmission line) ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า สายอากาศเลย การเลือกใช้สายนำ สัญญาณให้เหมาะสมกับงาน ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งสัญญาณได้มาก โดยสามารถนำสัญญาณสามารถส่งผ่านกำลังของคลื่นวิทยุ จากเครื่องส่งไป ยังสายอากาศ และนำสัญญาณที่รับได้จากสายอากาศ กลับมาที่เครื่องรับวิทยุ ดังนั้นสายอากาศจึงเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเครื่องรับ - ส่งวิทยุ กับ สายอากาศ
สายนำสัญญาณสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1. บาลานซ์ไลน์ (Balance line) คือ สานนำสัญญาณที่มีตัวนำ 2 เส้น ที่มีลักษณะเหมือนกัน วางขนานกัน โดยมีตัวกลางหรือไดอิเล็กทริก กั้นกลาง อาจจะเป็นอากาศก็ได้ เช่นสายแบบ โอเพ่นไวร์ (Open wire) ซึ่งจะมีฉนวนต่อขั้นเป็นระยะเพื่อเพิ่มความแข็งแรง และคงลักษณะของการ ขนานไว้ อีกแบบ คือ สายริบบอน หรือ ทวินลีด ซึ่งมีอิมพแเดนซ์ 300 โอมห์ ที่เรานำมาใช้ต่อสายอากาศโทรทัศน์ ในสมัยก่อน เปลือกหุ้มของสายอากาศ แบบนี้ จะเป็นไดอิเล็กทริกไปในตัวด้วย
2. อันบาลานซ์ไลน์ (Unbalance line) คือ สายนำสัญญาณที่ตัวนำสองเส้นมีลักษณะต่างกัน หรือที่รู้จักกันดีในนามสายโคแอกเชียล (coaxial cale) นั่นเอง สายแบบนี้สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทน สายแบบบาลานซ์ไลน์ ด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่า เช่น ป้องกันคลื่นวิทยุอื่นๆแทรกเข้ามาได้ดีกว่า ติดตั้งใกล้ๆ โลหะได้โดยไม่มีผลการสูญเสียคลื่นออกจากสาย
ค่าความเร็วของคลื่นวิทยุในสายนำสัญญาณ (Velocity Factor) การเดินทางของคลื่นวิทยุในสายนำสัญญาณนั้น เดินทางได้ช้ากว่าในบรรยากาศและช้ากว่าความเร็วแสงในบรรยากาศ ซึ่งค่าความเร็วของคลื่น วิทยุ ในสายนำสัญญาณมีค่าสัมพันธ์กับค่าคงที่ของวัสดุที่นำมาทำเป็นไดอิเล็กทริก ของสาย (dielectric constant) ค่าความเร็วนี้ได้มาจากอัตราส่วน ของความเร็วคลื่นในสายต่อความเร็วคลื่นในบรรยากาศ ซึ่งบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ ของควมเร็วแสงโดยทั่วไปแล้วค่าความเร้วของคลื่นในสายเราจะ เรียกว่า ตัวคูณความเร็วของสาย เช่น สายนำสัญญาณเบอร์ RG - 58A/U มีค่าตัวคูณความเร็ว 0.66 โดยปรกติใช้วิธีดูจากฉนวนภายในที่ใช้หุ้มสายอินเนอร์ ก็ได้ หากเป็นพลาสติกตัวคูณความเร็วในสายจะเท่ากับ 0.66 หากเป็นโฟมตัวคูณความเร็วในสายจะเท่ากับ0.80
ในตอนแรกนี้เราเรียนรู้พื้นฐานของสายนำสัญญาณและชนิดของสายนำสัญญาณมาพอสมควรแล้วตอนต่อไปจะเป็นการนำสายนำสัญญาณมา ประยุกต์ใช้งาน การตัดสายนำสัญญาณให้ลงแลมด้า ตามความถี่ที่ใช้งาน และการตัดสายนำสัญญาณเพื่อทำเฟสชิ่งไลน์ การตัดสายนำสัญญาณให้ลงแลมด้าเพื่อทำเฟสชิ่งไลน์ โดยปรกติเมื่อนำสายนำสัญญาณมาใช้งานตามปรกติ ค่าตัวคูณความเร็วของสายนำสัญญาณก็แทบ ไม่ต้องสนใจ แต่ถ้าใช้สายนำสัญญาณมา ต่อเพื่อขนานสายอากาศหลายๆ ต้นเข้าด้วยกัน เช่น สายอากาศแบบยากิหลายๆแสต็ก หรือ สายอากาศไดโพลหลายๆ ห่วง สายนำสัญญาณที่ถูกนำมาใช้ งานในลักษณะนี้เรียกว่า "เฟสชิ่งไลน์ (phasing line)" ซึ่งจะต้องคำนวนความยาวสายอากาศเทียบกับความยาวคลื่นโดยความยาวคลื่นหาได้จากสูตร
เมื่อ แลมด้า คือ ความยาวคลื่นมี หน่วยเป็นเมตร
f คือ ความถี่ที่ใช้งาน มีหน่วยเป็น MHz v คือ ความเร็วของคลื่นวิทยุในอากาศ
ค่าความยาวคลื่นที่ได้ออกมานี้ เมื่อนำมาใช้กับสายนำสัญญาณ หรือ สายเฟสชิ่งไลน์ จะเรียกว่าความยาวทางไฟฟ้า (electrical lengthซึ่งเมื่อ ต้องการตัดสายสายนำสัญญาณมาใช้งานจริงๆ จะต้องคูนค่าตัวคูณความเร็วของสายนำสัยญาณกับค่าความยาวทางไฟฟ้าก่อนค่าที่ได้ออกมาจึงคือค่า ความยาวจริงที่ใช้ในทางปฎิบัติ ตัวอย่าง เช่น ใช้สายนำสัยญาณเบอร์ RG-8 แบบโฟม มีค่าตังคูณความเร็ว 0.80 มาทำเฟสชิ่งไลน์ ยาวครึ่งความยาวคลื่นของความถี่ 150 MHz จะได้ความยาวทางไฟฟ้าเท่ากับ
(300/150) x (1/2) = 1 เมตร
และหาค่าความยาวจริง โดยการนำค่าตัวคูณความเร็วของสาย RG-8 มาคูณกับค่าความยาวทางไฟฟ้าจะได้ 1q
1 x 0.8 = 0.8 เมตร หรือ 80 เซนติเมตร
ก่อนจะตัดสินใจนำสายนำสัญญาณเบอร์ใดมาใช้งาน ก็จำเป็นต้องทราบค่าตัวคูณความเร็วของ สายนำสัญญาณเบอร์นั้นๆด้วย ลองมาดูตัวอย่าง การใช้งานจริงกันบ้าง เช่น ถ้าต้องการนำสายอากาศ ยากิ แบบ 5 อี 2 ต้นมาแสต็กเข้าด้วยกันจะต้องใช้สายเฟสชิ่งไลน์อิมพีแดนซ์ 75 โอมห์ ยาว 3/4 แลมด้า ในทางไฟฟ้า ต่อจากสายอากาศแต่ละต้นและนำปลายสายอีกด้านหนึ่งมาต่อขนานกัน อิมพีแดนซ์รวมที่จุดนี้ จะเป็น 50 โอมห์ และต่อสายนำสัญญาณ 50 โอมห์ จากจุดนี้ ไปยังเครื่อง รับ-ส่ง วิทยุ ซึ่งการต่อใช้งานสายในลักษณะนี้เพื่อจัดเฟสในระบบสายอากาศรวมหลายๆ ต้น หรือ เรียกว่าควอเตอร์เวฟทรานสฟอร์เมอร์ (quarter wave transformer)เราจะต้องกำหนดความยาวของสายเฟสชิ่งไลน์เป็นเศษส่วนของความ ยาวคลื่น แต่เศษ ต้องเป็นเลขคี่ เช่น 3/4 , 5/4 , 7/4 , 9/4 ส่วนจะเป็นเท่าไรขึ้นอยู่กับแบบของสายอากาศ ที่จะนำมาแสต็กกัน

วิธีการนี้มีหลักการมาจากสูตร
Zo คือ ค่าอิมพีแดนซ์ของสายนำสัยญาณที่นำมาใช้Zs คือ ค่าอิมพีแดนซ์ที่ต้องการ Zi คือ ค่าอิมพีแดนซ์ของสายอากาศ
ดังที่กล่าวมาแล้ว เราจะต้องทำสายอากาศแต่ละต้นให้มีอิมพีแดนซ์ 100 โอมห์ ก่อน เมื่อนำสองต้นมาต่อขนานกันอิมพีแดนซ์ก็จะลดลงเหลือ 50 โอมห์ พอดี เมื่อลองแทนค่า อิมพีแดนซ์ของสาย 75 โอมห์ ค่าอิมพีแดนซ์ที่ต้องการ คือ 100 โอมห์ เราจะได้ค่าอิมพีแดนซ์ของสายอากาศแต่ละต้นประมาณ 56 โอมห์ เมื่อต่อสายเฟสชิ่งไลน์เข้าไปจะได้อิมพีเแดน์รวมที่ปลายสายอีกด้านหนึ่งจะได้อิมพีแดนซ์ 100 โอมห์ทันทีเมื่อนำสายอากาศที่ต่อสายเฟสชิ่งไลน์แล้วสองต้น มาขนานกันก็จะได้ ค่าอิมพีแดนซ์ 50 โอมห์ เพื่อต่อสายนำสัญญาณเข้า เครืองวิทยุ รับ-ส่ง แต่ก่อนที่จะตัดสายนำสัญญาณจะต้องไม่ลืมคูณค่าความเร็ว ของสายนำสัญญาณเข้าไป

การเลือกใช้สายนำสัญญาณ


การเลือกใช้สายนำสัญญาณ ตอนที่ 1
ในระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุนั้น สายนำสัญญาณ (transmission line) ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า สายอากาศเลย การเลือกใช้สายนำสัญญาณให้เหมาะสมกับงาน ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งสัญญาณได้มาก สานนำสัญญาณสามารถส่งผ่านกำลังของคลื่นวิทยุ จากเครื่องส่งไปยังสายอากาศ และนำสัญญาณที่รับได้จากสายอากาศ กลับมาที่เครื่องรับวิทยุ ดังนั้น สายอากาศจึงเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อเครื่องรับ - ส่งวิทยุ กับสายอากาศสายนำสัญญาณสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1.บาลานซ์ไลน์ (Balance line) คือ สานนำสัญญาณที่มีตัวนำ 2 เส้น ที่มีลักษณะเหมือนกัน วางขนานกัน โดยมีตัวกลางหรือ ไดอิเล็กทริก กั้นกลาง อาจจะเป็นอากาศก็ได้ เช่นสายแบบ โอเพ่นไวร์ (Open wire) ซึ่งจะมีฉนวนต่อขั้นเป็นระยะเพื่อเพิ่มความแข็งแรง และคงลักษณะของการขนานไว้ อีกแบบ คือ สายริบบอน หรือ ทวินลีด ซึ่งมีอิมพีเดนซ์ 300 โอมห์ ที่เรานำมาใช้ต่อสายอากาศโทรทัศน์ ในสมัยก่อน เปลือกหุ้มของสายอากาศแบบนี้ จะเป็นไดอิเล็กทริกไปในตัวด้วย 2.อันบาลานซ์ไลน์ (Unbalance line) คือ สายนำสัญญาณที่ตัวนำสองเส้นมีลักษณะต่างกัน หรือที่รู้จักกันดีในนาม สายโคแอกเชียล (coaxial cale) นั่นเอง สายแบบนี้สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทน สายแบบบาลานซ์ไลน์ ด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่า เช่น ป้องกันคลื่นวิทยุอื่นๆแทรกเข้ามาได้ดีกว่า ติดตั้งใกล้ๆ โลหะได้โดยไม่มีผลการสูญเสียคลื่นออกจากสาย ค่าความเร็วของคลื่นวิทยุในสายนำสัญญาณ (Velocity Factor)การเดินทางของคลื่นวิทยุในสายนำสัญญาณนั้น เดินทางได้ช้ากว่าในบรรยากาศและช้ากว่าความเร็วแสงในบรรยากาศ ซึ่งค่าความเร็วของคลื่นวิทยุ ในสายนำสัญญาณมีค่าสัมพันธ์กับค่าคงที่ของวัสดุที่นำมาทำเป็นไดอิเล็กทริก ของสาย (dielectric constant) ค่าความเร็วนี้ได้มาจากอัตราส่วนของความเร็วคลื่นในสายต่อความเร็วคลื่นในบรรยากาศ ซึ่งบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ ของควมเร็วแสง โดยทั่วไปแล้วค่าความเร้วของคลื่นในสายเราจะเรียกว่า ตัวคูณความเร็วของสาย เช่น สายนำสัญญาณเบอร์ RG - 58A/U มีค่าตัวคูณความเร็ว 0.66 ซึ่งรายละเอียดของสายนำสัญญาณเบอร์ต่างๆ แสดงอยู่ในตารางที่ 1 ในตอนแรกนี้เราเรียนรู้พื้นฐานของสายนำสัญญาณ และชนิดของสายนำสัญญาณมาพอสมควรแล้ว ตอนต่อไปจะเป็นการนำสายนำสัญญาณมาประยุกต์ใช้งาน การตัดสายนำสัญญาณให้ลงแลมด้า ตามความถี่ที่ใช้งาน และการตัดสายนำสัญญาณเพื่อทำเฟสชิ่งไลน์
ตารางที่ 1 ตารางคุณสมบัติสายโคแอกเชียลที่นิยมใช้งาน
ค่าอิมพีแดนซ์(Ohm)
ตัวคูณความเร็ว(Velocity Factor)
ค่าความจุไฟฟ้า(pF/ฟุต)
เส้นผ่าศูนย์กลาง(นิ้ว)
วัสสดุที่ใช้ทำไดอิเล็กทริก
แรงดันใช้งานสูงสุด(Vrms)
RG - 6RG - 8XRG - 8RG - 8 foamRG - 8ARG - 9RG - 9ARG - 9BRG - 11RG - 11 foamRG - 11ARG - 12RG - 12ARG -17RG - 17ARG - 55RG - 55ARG - 55BRG - 58RG - 58 foamRG - 58ARG - 58BRG - 58CRG - 59RG - 59 foamRG - 59ARG - 62RG - 62ARG - 62BRG - 133ARG - 141RG - 141ARG - 142RG - 142ARG - 142BRG - 174RG - 213RG - 214RG - 215RG - 216RG - 2239913 (Belden)9914 (Belden)
75.052.052.050.052.051.051.050.075.075.075.075.075.052.052.053.550.053.553.553.553.553.550.073.075.073.093.093.093.095.050.050.050.050.050.050.050.050.050.075.050.050.050.0
75756680666666666680666666666666666666796666666679668686866670707070706666666666668478
18.626.029.525.429.530.030.030.820.616.920.620.620.629.529.528.530.828.528.528.528.528.530.821.016.921.013.513.513.516.229.429.429.429.429.430.830.830.830.820.630.824.026.0
0.2660.2420.4050.4050.4050.4200.4200.4200.4050.4050.4050.4750.4750.8700.8700.2160.2160.2160.1950.1950.1950.1950.1950.2420.2420.2420.2420.2420.2420.4050.1900.1900.2060.2060.1950.10.4050.4250.4750.4250.2120.4050.405
Foam PEFoam PEPEFoam PEPEPEPEPEPEFoam PEPEPEPEPEPEPEPEPEPEFoam PEPEPEPEPEFoam PEPEAir Space PEAir Space PEAir Space PEPEPTFEPTFEPTFEPTFEPTFEPEPEPEPEPEPEAir Space PEFoam PE
400300400015005000400040005000400016005000400050001100011000190019001900190060019001900190023008002300750750750400019001900190019001900150050005000500050001900N/AN/A

ความหมายของตัวย่อของสารที่ทำเป็นไดอิเล็กทริก PE โพลีเอททีลีน อุณหภูมิใช้งาน (C) -65 ถึง +80 Foam PE โฟมโพลีเอททีลีน อุณหภูมิใช้งาน (C) -65 ถึง +80 PTFE เทฟล่อน อุณหภูมิใช้งาน (C) -250 ถึง +250
ข้อมูลจาก HS3PMT
http://www.hs3pmt.com/
การเลือกใช้สายนำสัญญาณ ตอนที่ 2
การเลือกใช้สายนำสัญญาณ ตอนที่ 2
การตัดสายนำสัญญาณให้ลงแลมด้าเพื่อทำเฟสชิ้งไลน์ โดยปรกติเมื่อนำสายนำสัญญาณมาใช้งานตามปรกติ ค่าตัวคูณความเร็วของสายนำสัญญาณก็แทบ ไม่ต้องสนใจ แต่ถ้าใช้สายนำสัญญาณมาต่อเพื่อขนานสายอากาศหลายๆ ต้นเข้าด้วยกัน เช่น สายอากาศแบบยากิหลายๆ แสต็ก หรือ สายอากาศไดโพลหลายๆ ห่วง สายนำสัญญาณที่ถูกนำมาใช้งานในลักษณะนี้เรียกว่า "เฟสชิ่งไลน์ (phasing line)" ซึ่งจะต้องคำนวนความยาวสายอากศเทียบกับความยาวคลื่น โดยความยาวคลื่นหาได้จากสูตร
แลมด้า
คือ ความยาวคลื่นมี หน่วยเป็นเมตร
V
คือ ความถี่ที่ใช้งาน มีหน่วยเป็น MHz
F
คือ ความเร็วของคลื่นวิทยุในอากาศ
ค่าความยาวคลื่นที่ได้ออกมานี้ เมื่อนำมาใช้กับสายนำสัญญาณ หรือ สายเฟสชิ่งไลน์ จะเรียกว่าความยาวทางไฟฟ้า (electrical length) ซึ่งเมื่อต้องการตัดสายสายนำสัญญาณมาใช้งานจริงๆ จะต้องคูนค่าตัวคูณความเร็วของสายนำสัยญาณกับค่าความยาวทางไฟฟ้าก่อน ค่าที่ได้ออกมาจึงคือค่าความยาวจริงที่ใช้ในทางปฎิบัติ
ตัวอย่าง เช่น ใช้สายนำสัยญาณเบอร์ RG-8 แบบโฟม มีค่าตังคูณความเร็ว 0.8 มาทำเฟสชิ่งไลน์ ยาวครึ่งความยาวคลื่นของความถี่ 145 MHz จะได้ความยาวทางไฟฟ้าเท่ากับ
(300/145) X (1/2) = 1.0344 เมตร
ก่อนจะตัดสินใจนำสายนำสัญญาณเบอร์ใดมาใช้งาน ก็จำเป็นต้องทราบค่าตัวคูณความเร็วของ สายนำสัญญาณเบอร์นั้นๆ ด้วย ลองมาดูตัวอย่างการใช้งานจริงกันบ้าง เช่น ถ้าต้องการนำสายอากาศ ยากิ แบบ 5 อี 2 ต้น มาแสต็กเข้าด้วยกันจะต้องใช้สายเฟสชิ่งไลน์อิมพีแดนซ์ 75 โอมห์ ยาว 3/4 แลมด้า ในทางไฟฟ้า ต่อจากสายอากาศแต่ละต้นและนำปลายสายอีกด้านหนึ่งมาต่อขนานกัน อิมพีแดนซ์รวมที่จุดนี้ จะเป็น 50 โอมห์ และต่อสายนำสัญญาณ 50 โอมห์ จากจุดนี้ ไปยังเครื่อง รับ-ส่ง วิทยุ ซึ่งการต่อใช้งานสาย ในลักษณะนี้เพื่อจัดเฟสในระบบสายอากาศรวมหลายๆ ต้น หรือ เรียกว่า ควอเตอร์เวฟทรานสฟอร์เมอร์ (quarter wave transformer) เราจะต้องกำหนดความยาวของสายเฟสชิ่งไลน์เป็นเศษส่วนของความ ยาวคลื่น แต่เศษต้องเป็นเลขคี่ เช่น 3/4 , 5/4 , 7/4 , 9/4 ส่วนจะเป็นเท่าไรขึ้นอยู่กับแบบของสายอากาศ ที่จะนำมาแสต็กกัน วิธีการนี้มีหลักการมาจากสูตร
Zo
คือ ค่าอิมพีแดนซ์ของสายนำสัยญาณที่นำมาใช้
Zs
คือ ค่าอิมพีแดนซ์ที่ต้องการ
Zi
คือ ค่าอิมพีแดนซ์ของสายอากาศ
ดังที่กล่าวมาแล้ว เราจะต้องทำสายอากาศแต่ละต้นให้มีอิมพีแดนซ์ 100 โอมห์ ก่อน เมื่อนำสองต้นมาต่อขนานกับอิมพีแดนซ์ก็จะลดลงเหลือ 50 โอมห์ พอดี เมื่อลองแทนค่า อิมพีแดนซ์ของสาย 75 โอมห์ ค่าอิมพีแดนซ์ที่ต้องการ คือ 100 โอมห์ เราจะได้ค่าอิมพีแดนซ์ของสายอากาศแต่ละต้นประมาณ 56 โอมห์ เมื่อต่อสายเฟสชิ่งไลน์เข้าไปจะได้อิมพีเแดน์รวมที่ปลายสายอีกด้านหนึ่งจะได้อิมพีแดนซ์ 100 โอมห์ทันที เมื่อนำสายอากาศที่ต่อสายเฟสชิ่งไลน์แล้วสองต้นมาขนานกันก็จะได้ ค่าอิมพีแดนซ์ 50 โอมห์ เพื่อต่อสายนำสัญญาณเข้า เครื่องวิทยุ รับ-ส่ง แต่ก่อนที่จะตัดสายนำสัญญาณจะต้องไม่ลืมคูณค่าความเร็วของสายนำสัญญาณเข้าไปก่อน
มาตรฐานของสายนำสัญญาณ สายนำสัญญาณทุกแบบถูผลิตตามมาตรฐาน MIL - C -17 ในกิจการทางด้านทหารของสหรัฐอเมริกา และ JIS C 3501 ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทผู้ผลิตต่างๆ จะนำมาผลิตสายนำสัญญาณยี่ห้อของตนตามมาตรฐานจำพวกนี้ และกำหนดเบอร์ของสายออกมา ซึ่งจะบอกคุณลักษณะของสายนำสัญญาณ เช่น
มาตรฐาน MIL- C -17 RG-58 A/U RG ย่อมาจาก Radio Guide ก็คือสายนำสัญญาณวิทยุนั่นเอง 58 เป็นเบอร์ของสาย อักษรตัวแรก อาจมีหรือไม่มีก็ได้แสดงการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงวัสดุ เช่น เปลือกหุ้ม จำนวนลวดตัวนำ อิมพีแดนซืเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย การสูญเสียต่างกันเล็กน้อย /U หมายถึง Utility หรือ Universal คือการใช้วานทั่วไป
มาตรฐาน JIS C 3501 5D-FB ตัวเลขตัวแรก คือ ขนาดเส็นผ่าศูนย์กลางภายนอก โดยประมาณ ของไดอิเล็กทริก อักษรหลังตัวเลข คือ ค่าอิมพีแดนซ์ C = 75 โอมห์ D = 50 โอมห์ อักษรหลังขีด แสดงวัสดุที่ทำไดอิเล็กทริก F คือ โฟม ถ้าเป็นเลข 2 คือ PE อักษรตัวสุดท้าย แสดงลักษณะของชิลด์ และเปลือกหุ้มสาย
B = ชิลด์ทองแดง + ชิดล์ อะลูมืเนียม + PVC E = ชีลด์ทองแดง + PE L = ชีลด์อะลูมิเนียม + PVC N = ชิลด์ทองแดง + ไนล่อยถัก V = ชีลด์ทองแดง + PVC W = ชิลด์ทองแดงทักสองชั้น + PVC
การเลือกใช้สายนำสัญญาณ
สำหรับทาวเออร์แล้วควรใช้สายนำสัญญาณเส้นใหญ่ๆ และค่าการสูญเสียต่ำ เพื่อให้ความสูงของสายอากาศเกิดประโยชน์เต็มที่ และการสูญเสียน้อนที่สุด ถ้าใช้สายนำสัญญาณเล็กๆ บางครั้ง สายอากาศที่อยู่ต่ำกว่าแต่การสูญเสียน้อยจะรับส่งได้ดีกว่าเสียอีก
สายอากาศทิศทางที่ต้องใช้โรเตอร์ช่วยหมุนหาทิศทาง ควรใช้สายนำสัญญาณแบบที่มีตัวนำตรงกลางหลายๆ เส้น จะได้ไม่ขาดเร็วเกินไป แต่ก็ไม่ควรใช้สายโฟม เพราะไดอิเล็กทริกนิ่มและมีรูพรุนเมื่อถูโค้งงอบ่อยๆ ตัวนำตรงกลางอาจเบียดออกด้านข้างไม่อยู่ในแนวกลางเหมือนเดิม อิมพีแดนซ์ของสายอากาศจะเปลี่ยนไปทำให้ค่าการสูญเสียเพิ่มขึ้น
สายโฟมและสายที่มีตัวนำตรงกลางเส้นเดียวมีการสูญเสียน้อย เหมาะสำหรับการใช้งานตายตัว เช่น ใช้กับสายอากาศแบบรอบตัว
สายอากาศที่ต้องตากแดดตาดฝนอยู่ตลอดปี ควรเลือกใช้สายนำสัญญาณแบบที่เปลือกหุ้มทำจากสาร NMV แทน PVC เช่น สายเบอร์ RG-58 C/U แทน RG-58 A/U
มาถึงตอนนี้หวังว่าเพื่อนๆ ผู้ที่กำลังจะพัฒนาสถานีของตนเอง คงจะมีความรู้เพิ่มขึ้นในการเลือกใช้สายนำสัญญาณ จากที่อาจจะไม่ค่อยให้ความสำคัญของสายนำสัญญาณเลยหรือให้ความสำคัญน้อยมาก หลายคนอาจจะให้ความสำคัญกับสายอากาศมากกว่า แต่แท้ที่จริงการเลือกใช้สายนำสัญญาณให้ เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานมีผลต่อระบบการสื่อสารมากไม่แพ้สายอากาศทีเดียว ฉะนั้นเรามาใช้งานสายนำสัญญาณแบบผู้รู้ ซึ่งจะทำให้เราประหยัดและสถานีมีคุณภาพ ....QRU 73

ข้อมูลจาก HS3PMT
http://www.hs3pmt.com/

ตาราง แสดงคุณสมบัติของสายนำสัญญาณ ที่นักวิทยุสมัครเล่นนิยมใช้

เบอร์ของสาย
อิมพิแดนซ์
ตัวคูณความเร็ว
อัตราการสุญเสีย (dB) ที่ความยาว 100 เมตร ความถี่ 145 MHZ










 RG-8/u
RG-8/U
52
0.66
8.8
RG-8/U โฟม
50
0.78
7.4
RG-8A/U
52
0.66
8.8
RG-11/U
75
0.66
9.0
RG-11/U โฟม
75
0.78
5.6
RG-11A/U
75
0.66
9.0
RG-58/U
53.5
0.66
18.6
RG-58A/U
50
0.66
19.9
RG-58A/U โฟม
50
0.78
17.8
RG-59/U
73
0.66
13.6
RG-59/U โฟม
75
0.78
10.4
RG-59B/U
75
0.66
13.6
RG-174/U
50
0.66
34.3
RG-213/U
50
0.66
8.8
RG-214/U
50
0.66
8.8
RG-218/U
50
0.66
3.9
3D-LFV
50
0.78
15.4
5D-FB
50
0.79
7.8
8D-FB
50
0.79
5.0
10D-FB
50
0.79
3.8
12D-FB
50
0.79
3.2
Haliax แบบโฟม 3/8 นิ้ว
50
0.88
4.1
Haliax แบบโฟม 1/2 นิ้ว
50
0.88
3.1

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ผลการทดลองเกี่ยวกับฟ้าผ่า




ผลการทดลองเกี่ยวกับฟ้าผ่า ของ HS8JYX
ผลการทดลองในห้องทดลองของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อน ได้มีการทดลองโดยการสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบกระตุก (Impluse Generator) ซึ่งเป็นเครื่ีองกำเนิดไฟฟาที่ไกล้เคียงฟ้าผ่ามากที่สุด
วิธีการทดลองคือป้อนประจุให้เครื่องเก็บประจุแล้วให้มันคายประจุอย่างรวดเร็ว
การทดลองที่ 1 ตั้งโลหะปลายทู่และปลายแหลมไว้ล่อ แล้วให้เครื่องคายประจุอย่างรวดเร็วมันจะ คายประจุผ่านปลายเหลมทุกครั้ง
การทดลองที่ 2 ตั้งโลหะปลายแหลมซึ่งมีความสูงต่าง ๆ กันไว้ให้ห่างปลายอิเล็คโทรดเท่า ๆ กันดังรูปที่ 1 เมื่อให้เครื่องคายประจุออกมา มันจะ คายประจุลงมาที่ท่อนโลหะที่สูงสุดทุกครั้ง


การทดลองที่ 3 ต่ออิเล็คโทรดปลายแหลมเข้ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระตุก ให้ปลายแหลมจ่ออยู่บนกระจก เมื่อให้เครื่องคายประจุจะเห็นประกายไฟแผ่ซ่านกระจายเต็มแผ่นกระจก ซึ่งมันคือกระแสนั่นเอง (รูปที่ 2)






การทดลองที่ 4 ใช้ลวดตัวนำต่อจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าลงดิน (ผ่าน Damming Resistor) นำลวดทองแดงซึ่งขดเป็นรูปสี่เหลียมผืนผ้ามีปลายเปิดที่ ab ใช้ลวดเส้นเล็ก ๆ หรือฟิวส์ต่อระหว่างจุด ab ดังรูปที่ 3 ไปตั้งไกล้ตัวนำ เมื่อเตรียมเสร็จให้ปล่อยไฟฟ้าคายประจุลงดิน ปรากฎว่าฟิวส์ที่ต่อตรงจุด ab จะขาดและเกิดประกายไฟ นั่นแสดงว่าเกิดกระแสเหนียวนำ (Induced Current) ขึ้นในขดลวดสี่เหลียม จาก กฎดังนี้



E2 คือแรงดันที่เกิดขึ้นในขดลวดรูปสี่เหลียม
(di/dt)1 คือการเปลี่ยนแปลงของกระแสในขดลวดตัวนำ ab ที่ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
M เรียกว่า Mutua In Ductance ระหว่างขดลวดตัวนำและขดลวดทองแดง



การทดลองที่ 5 นำรถตู้ Volks - Wagen เข้าไปจอดพร้อมผู้ขับขี่อยู่ภายในรถแล้วปล่อยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าคายประจุลงดิน จากส่วนบนของรถลงดิน คนอยู่ภายในจะปลอดภัย และเมื่อหยุดเครื่องกำเนิดไฟฟ้า คายประจุ เมื่อเปิดกระจกรถเอาแขนออกมาจะมีไฟฟ้าสถิตโดยรอบ โดยสังเกตจากขนแขนจะชูชัน อธิบายได้จากกฎของฟาราเดย์ ด้วยทฤษฎีลูกกรงฟาราเดย์



ขอขอบคุณ บทความจากwww.hs8jyx.com

คำขวัญประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีในอดีต

คำขวัญประจำจังหวัดในอดีต แต่งโดยพระเทพรัตนกวี (ก.ธรรมวร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี: "สะตอวัดประดู่ พลูคลองยัน ทุเรียนหวานมันคลองพระแสง ย่านดินแดงของป่า เคียนซาบ่อถ่านหิน พุนพินมีท่าข้ามแม่น้ำตาปี ไม้แก้วดีเขาประสงค์ กระแดะดงลางสาด สิ่งประหลาดอำเภอพนม เงาะอุดมบ้านส้อง จากและคลองในบาง ท่าฉางต้นตาล บ้านนาสารแร่ ท่าทองอุแทวัดเก่า อ่าวบ้านดอนปลา ไชยาข้าว มะพร้าวเกาะสมุย"

สัญลักษณ์ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี







ศาลหลักเมือง




ดอกบัวผุด


ตราประจำจังหวัด คือ พระบรมธาตุไชยา ซึ่งมีศิลปะแบบศรีวิชัย ตั้งอยู่ ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร โดยสร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 และเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
ต้นไม้ประจำจังหวัด ได้แก่
เคี่ยม (Cotylelobium melanoxylon)
ดอกไม้ประจำจังหวัด ได้แก่
ดอกบัวผุด (Rafflesia kerrii)

แหล่งท่องเที่ยว ที่สำคัญ

แหล่งท่องเที่ยว
เขาท่าเพชร
พระธาตุศรีสุราษฎร์
เกาะลำภู
บางใบไม้
โรงเรียนฝึกลิง
พระบรมธาตุไชยา
เขื่อนรัชชประภา
อุทยานแห่งชาติเขาสก
สวนโมกขพลาราม
สถานที่เที่ยวตอนกลางคืนในอำเภอเมือง(หาของกินนะ)